calendar

<< September >>

S

M

T

W

T

F

S

29 

30 

31 

3 

10 

11 

12 

13 

14 

15 

16 

17 

18 

19 

20 

21 

22 

23 

24 

25 

26 

27 

28 

29 

30 

<< 2010>>

ย้ายบ้านค่ะ
เรื่องของผ้าครอสติส
"คำสัญญา"
การทำงานร่วมกันและผ้าบังสกุล
How Do I Love Thee?
"She walks in beauty, like the night"
"When We Two Parted"
"Remember"
A Song Called "Valentine"
เพลงที่จดจำได้
วันแห่งความตื้นตัน (หรือวันที่ไก่แก้วขี้แย?)
เริ่มต้นแห่งการผจญภัย ผจญกับใจตัวเอง
ระหกระเหินตามรอยธรรมยามค่ำคืน



การทำงานร่วมกันและผ้าบังสกุล

เมื่อวานนี้ได้คุยกับน้องๆ หลายคน คุยกันเรื่องงานที่มาร่วมกันทำด้วยใจที่เป็นกุศล แต่...บางทีก็ไม่พ้นการกระทบกระทั่งกัน ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่ได้ร่วมทำงานกับบุคคลหลากหลาย ในงานที่ทำถวายครูบาอาจารย์หลายๆ งานที่ผ่านมา ทุกงานหนีไม่พ้นการกระทบกระทั่งกันทั้งนั้น

เริ่มต้น ทุกๆ คนมาด้วยศรัทธา ด้วยความปรารถนาดี ด้วยความตั้งใจที่จะถวายแรงกาย แรงใจบูชาธรรม แต่ความที่เราแต่ละคน (โดยส่วนใหญ่)ล้วนแต่ยังคงเป็นปุถุชน มีคติเป็นของตนเอง เมื่อเริ่มทำงานกันไป ต่างคนต่างความคิด แล้วด้วยความที่อยากให้งานที่ทำออกมาดีที่สุด ก็มักจะอยากให้เป็นดังใจ บางครั้งบางคราวก็หลงลืมไปว่า คนอื่นๆ ก็มีความตั้งใจเช่นเดียวกัน เมื่อต่างคนต่างยึดเอา "เรา"เป็นใหญ่ สุดท้าย ก็เลยมีแต่คนใหญ่ คนตัวเล็กๆ ที่จะทำงานก็เลยหายไป ลืมดูกาย ดูใจตัวเองไป ต่างก็เอาส่วนที่อยากกำจัด อยากละ แต่ละไม่ได้ ออกมาอวดกัน สุดท้ายจากกุศลจิต ก็กลับกลายเป็นอกุศลจิตกันไป หลายๆ คนเข็ด ไม่อยากจะทำงานร่วมกับ "นักภาวนา" อีกเลย

ต้องขอบอกว่าตัวเองไม่ได้ดีไปกว่าใครนะคะ แต่เวลาทำงานบูชาธรรม หรือถวายครูบาอาจารย์ จะท่องไว้ในใจเสมอว่างานต้องสำเร็จ และต้องดีที่สุด จะเจออะไร หรือต้องทนอะไร แรงกระทบจากใครๆ ก็ทำได้เพื่อให้งานลุล่วงไป แม้ไม่ผิด ก็พร้อมที่จะกล่าวคำขอโทษ เพื่อให้งานสามารถเดินต่อไปได้ จะต้องทำงานกับใคร เป็นอย่างไร หากมีปัญหา ปัญหานั้นคือ "เรา"เป็นเหตุ เราต้องชนะใจเราให้ได้ อะไรๆ ที่เป็น "เรา" ต้องเกลามันทิ้งไป เพื่อให้งานส่วนรวมสำเร็จลุล่วงไป หากเดินไปแล้วชน ต้องใช้สติ ปัญหา และความรอบคอบในการแก้ไขปัญญา ถอยออกมาสักก้าว อาจจะทำให้มองทุกอย่างได้กว้างและชัดเจนยิ่งขึ้น ยิ่งเราอ่อนน้อม งานยิ่งสามารถบรรลุต่อไปได้ ยิ่งเราแข็งกร้าว ยิ่งเป็นการทำลาย ท่องไว้ในใจ เราทำเพื่อบูชาธรรม จะโดนอะไร อย่าเก็บเข้ามาไว้ในใจ ทุกๆ อย่างเป็นไปเพื่อการขัดเกลาเราทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่ทำไปแล้วสูญเปล่าหรอกค่ะ หากทำด้วยสติ และปัญญา

เรื่องผ้าบังสกุล...เมื่อวานนี้ บอกน้องชายตัวกลมๆ ว่าพี่สาวคนนี้เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ แต่เป็นผ้าบังสกุล แบบสมัยโบราณที่พระท่านไปบังสกุลเศษผ้าที่เค้าทิ้งมา อาจจะขาดกระรุ่งกระริ่ง ปุปะ หรือสกปรก แต่ก็เพียรนำมาซักทำความสะอาด และเย็บต่อกันจนเป็นผืน นำไปย้อม แล้วนำมาใช้เป็นผ้าไตร เพียงเพื่อเป็นเครื่องนุ่งห่ม น้องๆ จะเข้าใจความนัยไหมหนอ ทำไมเปรียบเช่นนี้

ที่เปรียบเช่นนี้เพราะชีวิตคนเรา โดยส่วนใหญ่ ผ่านทุกข์ ผ่านความโศกเศร้ามามากมาย บางคนอาจจะโชคดีกว่าอีกคน แต่ทุกคนคงต้องได้ลิ้มรสของความทุกข์ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง บางครั้งอาจจะเคยรู้สึกเหมือนชีวิตสูญสลาย หมดความหวัง ไม่ต่างกับผ้าขีริ้วผืนหนึ่ง ที่ขาดกระจาย แต่ถ้าเราไม่ท้อ เพียรสู้ เก็บชีวิตที่แตกสลายมาเย็บต่อเข้าด้วยกัน หมั่นซักหมั่นฟอกด้วยพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รักษาด้วยศีล แล้วย้อมด้วยสติ ปัญญา ก็สามารถมีชีวิตใหม่ที่งามสง่าได้ สามารถเป็นผ้าครองที่คู่ควรแก่พระสุปฏิปันโน

คงจะฝากไว้ให้คิดแค่นี้หล่ะคะ ธรรมะรักษาค่ะ

 

     


การทำงานร่วมกันและผ้าบังสกุล

<< How Do I Love Thee?"คำสัญญา" >>

Posted on Wed 5 Oct 2005 17:35
 

Comments

บังสุกุล น.ผ้าที่ภิกษุชักจากศพ เรียก ผ้าบังสุกุล; ก. ปลงกรรมฐานชักผ้าจากศพ, (ชาวบ้านมักพูดว่า “บังสกุล” เป็นส่วนมาก)

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔
มหาวรรค ภาค ๑


ผ้าบังสุกุล
[๔๔] ก็โดยสมัยนั้น ผ้าบังสุกุลบังเกิดแก่พระผู้มีพระภาค. จึงพระองค์ได้ทรงพระดำริว่า เราจะพึงซักผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอ. ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมทวยเทพ ทรงทราบพระดำริ ในพระทัยของพระผู้มีพระภาคด้วยพระทัยของพระองค์ จึงขุดสระโบกขรณีด้วยพระหัตถ์ แล้วได้ทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดซักผ้าบังสุกุลในสระนี้. ที่นั้นพระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า เราจะพึงขยำผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอ. ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมทวยเทพ ทรงทราบพระดำริในพระทัยของพระผู้มีพระภาคด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว ได้ยกศิลาแผ่นใหญ่มาวางพลางทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงขยำผ้าบังสุกุล
บนศิลาแผ่นนี้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า เราจะพึงพาดผ้าบังสุกุลไว้ ณที่ไหนหนอ. ครั้งนั้น เทพยดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นกุ่มบก ทราบพระดำริในพระหทัยของพระผู้มีพระภาคด้วยใจของตน จึงน้อมกิ่งกุ่มลงมา พลางกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงพาดผ้าบังสุกุลไว้ที่กิ่งกุ่มนี้. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า เราจะผึ่งผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอ. ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมทวยเทพ ทรงทราบพระดำริในพระหทัยของพระผู้มีพระภาคด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว ได้ยกแผ่นศิลาใหญ่มาวางไว้ พลางกราบทูลว่า
พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงผึ่งผ้าบังสุกุลบนศิลาแผ่นนี้.
หลังจากนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคโดยล่วงราตรีนั้น ครั้นถึงแล้วได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว มหาสมณะ ภัตตาหารเสร็จแล้ว เพราะเหตุไรหนอมหาสมณะ เมื่อก่อนสระนี้ไม่มีที่นี้ เดี๋ยวนี้มีสระอยู่ที่นี้ เมื่อก่อนศิลาเหล่านี้ไม่มีวางอยู่ ใครยกศิลาเหล่านี้มาวางไว้ เมื่อก่อนกิ่งกุ่มบกต้นนี้ไม่น้อมลง เดี๋ยวนี้กิ่งนั้นน้อมลง? พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกัสสป ผ้าบังสุกุลบังเกิดแก่เรา ณ ที่นี้ เรานั้นได้ดำริว่า จะพึงซักผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอ ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมทวยเทพ ทรงทราบความดำริในจิตของเราด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว จึงขุดสระโบกขรณีด้วยพระหัตถ์ แล้วตรัสบอกแก่เราว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงซักผ้าบังสุกุลในสระนี้ สระนี้อันผู้มิใช่มนุษย์ได้ขุดแล้วด้วยมือ ดูกรกัสสป เรานั้นได้ดำริว่า จะพึงขยำผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอ ครั้งนั้นท้าวสักกะจอมทวยเทพ ทราบความดำริในจิตของเราด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว ได้ทรงยก
ศิลาแผ่นใหญ่มาวางไว้ โดยทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงขยำผ้าบังสุกุลบนศิลาแผ่นนี้ ศิลาแผ่นนี้อันผู้มิใช่มนุษย์ได้ยกมาวางไว้ ดูกรกัสสป เรานั้นได้ดำริว่า จะพึงพาดผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอ ครั้งนั้น เทพดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นกุ่มบก ทราบความดำริในจิตของเราด้วยใจของตนแล้ว จึงน้อมกิ่งกุ่มลงมาโดยทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงพาดผ้าบังสุกุลไว้บนกิ่งกุ่มนี้ ต้นกุ่มบกนี้นั้นประหนึ่งจะกราบทูลว่า ขอพระองค์จงทรงนำพระหัตถ์มาแล้วน้อมลง ดูกรกัสสป เรานั้นได้ดำริว่า จะพึงผึ่งผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมทวยเทพ ทรงทราบความดำริแห่งจิตของเราด้วยพระทัยของพระองค์แล้วได้ยกศิลาแผ่นใหญ่มาวางไว้ โดยทูลว่า พระพุทธเจ้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงผึ่งผ้าบังสุกุล
บนศิลาแผ่นนี้ ศิลาแผ่นนี้อันผู้มิใช่มนุษย์ได้ยกมาวางไว้. ครั้งนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้ดำริว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ถึงกับท้าวสักกะจอมทวยเทพได้ทำการช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสวยภัตตาหารของชฎิลอุรุเวลกัสสป แล้วประทับอยู่ใน ไพรสณฑ์ตำบลนั้นแล.
ปลายธรรม   
Sun 25 Jan 2009 11:41 [1]
 

 
 
Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกตัวเลขก่อนส่ง